เรื่องเด่น

ขาย Backlinks High PR ขาย Domain นี้

เรารับ submit backlinks high PR หรือ จะซื้อทั้ง Domain ก็ได้ค่ะ เรามีให้บริการ ด้วยประสบการณ์ การทำ SEO เอง ฉันไม่ใช่คนที่รับจ้างทำ SEO แต่ทำ SEO เพื่อใช้เอง ดังนั้นรายได้หลักจึงไม่ใช่มาจากการทำ SEO แต่เป็นลูกค้าที่ได้พบเห็นเว็บของฉันจากการค้นหาผ่าน Google การค้าทั้งหมดเกือบ 100 % มาจากเว็บ ด้งนั้น ฉันจึงเห็นความสำคัญของเว็บเป็นที่สุด ดังนั้นการทำ SEO สายขาว และ ความมั่นคงของเว็บจึงเป็นจุดสำคัญของฉัน จากการเรียนรู้ทดลอง การสร้างเว็บหลายเว็บในแนวเดียวกัน การซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ เกือบทุกรูปแบบของท่านนัก SEO เพื่อให้เว็บขึ้นอันดับ และ นิ่งที่สุด ฉันทดลองมาหมดแล้ว

ไม่ว่าจะซื้อแค่ไหน แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือ การทำโปรแกรม หรือ รูปแบบของตัวเอง (นัก SEO ก็แค่ทำอะไรก็ได้ในเว็บขึ้น แต่ถ้าเว็บนั่นเป็นของเรา เราจะให้แต่สิ่งที่ดีที่สุด) เคยซื้อรับจ้างโพสต์เว็บเกือบทุกเจ้าที่ทำ แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือ เราทำโปรแกรมเอง เคยจ้างบริษัททำ SEO แต่สุดท้ายก็ไม่เสถียร ไปไว ไวกว่าเว็บที่เราทำเองซักอีก เมื่อบริษัทรับจ้างทำ SEO มีลูกค้าใหม่เข้ามาก็ลืมเว็บของเราปล่อยให้ตกจนกว่า ว่างที่จะมาแก้ไขให้ บ้างเจ้ายังทำสู้เราไม่ได้ด้วยซ้ำ อันดับยังแพ้เราเลย ซื้อ Social Network, Traffic, Network ส่วนตัว แบบ Share ขาย แทบทุกอย่าง ลองมาแล้ว และ ลองกับเว็บที่แตกต่างกัน เพื่อหาว่าอะไรมีประสิทธภาพมากที่สุด

สุดท้าย ณ.วันนี้ ช่วงเวลานี้ มาประสบความสำเร็จ กับการ Submit High PR ที่ทำขึ้นเอง (Google เปลี่ยน Algorithm เรื่อยๆ) ถึงแม้การ Submit High PR จะไม่เสถียร แต่เป็นวิธีการที่ทำให้ web ติดอันดับได้เร็ว และ สูงที่สุด ของทุกวิธีการ (ภายใต้ข้อแม้ การ update content ในเว็บด้วย) และ ทำให้เสถียรได้ด้วยการเพิ่มเว็บเข้าไปเรื่อยๆ

เราไม่ได้ทำการค้าโดยการทำ SEO ไม่ได้ทำการค้าโดยการขายเว็บ High PR แต่มาแบ่งขายเพื่อลดความใช้จ่ายค่ะ

ลองดูค่ะ ถ้ายังไม่ได้ลอง คุ้มแน่นอน

บริการของเรา

ขายโดเมน Page Rank สูงไปดูแลเองได้เลยค่ะ

ขายทั้ง Domain และ Hosting พร้อมบทความใน web ไปเลยค่ะ พร้อมใช้งานทันที

รับ Submit backlinks high PR ค่ะ

รับผู้ร่วมหุ้นดูแลเว็บ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการ ทำเว็บ high PR

 

 

ดูราคาได้ที่ www.siampostweb.com

จากอดีตสู่ปัจจุบันที่ดินแห้งแล้งกลายเป็นทุ่งกุลาสดใส (ตอน ๔)

ตำนานแรกกล่าวว่าถึงพวกพ่อค้าที่เรียกตัวเองว่า กุหล่า เป็นแขกดำมาจากเมืองมัทราส ประเทศอินเดีย ที่เป็นนักเดินทางค้าขาย(เราเคยเรียกแขกพวกนี้ว่า แขกกลิงค์) มีสีผิวสีดำ ซึ่งทอมาจากเมืองมัทราส พวกแขกกุหล่า หรือ แขกกลิ้งค์เหล่านี้ เดินทางจากภาคใต้ของอินเดีย จากท่าเรือมัทราสเข้าอ่าวเมาะตะมะในเขตพม่า แล้วเดินทางค้าขายในเขตพม่าจนพอใจแล้ว ก็เดินทางเข้ามาทางลาว และข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาทางอีสานเหนือ แผ่ไปจนอีสานใต้ และอีสานกลางทั่วไป

พวกแขกกุหล่าหรือพวกกลิ้งค์ มีโอกาสที่เดินทางผ่านมาถึงที่ดินทุ่งเสียว จากฝั่งร้อยเอ็ดข้ามไปจังหวัดมหาสารคาม และ กาฬสินธุ์ พวกแขกกุหล่าเหล่านั้นจัดเป็นแขกที่มีน้ำอดน้ำทน และ เชื่อมั่นตัวเองว่า จะสามารถเดินทางข้ามทุ่งเสียวได้ทั้งที่สภาพของทุ่งเสียวในครั้งนั้น (พ.ศ.1500 – 2000) มองไกลสุดลูกหูลูกตาหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เขาก็ไม่ตกใจและพร้อมที่จะเดินทางข้ามทุ่งเสียว โดยไม่ยอมฟังคำทัดทานของพวกชาวบ้าน แต่ระยะทางที่เดินข้ามทุ่ง มันเป็นระยะทางที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ การเดินทางจึงดูเหมือนยิ่งเดินยิ่งไกล เดินฝ่าแดดร้อนเพราะไม่มีต้นไม้ซักต้น ใช้ผ่าโพกหัวคลุมกันแดดได้เพียงอย่างเดียว ที่สำคัญน้ำที่ใส่กระบอกติดตัวมานั้นไม่สามารถนำมาได้เป็นจำนวนมาก จึงทำให้น้ำค่อยๆหมดลง พวกกุหล่าพวกแรกต้องเสียชีวิตกลางที่ดินทุ่งเสียว แต่ก็มีบางชีวิตที่สามารถรอดไปได้ และไปบอกเล่าถึงความหฤโหดของทุ่งเสียวให้ชาวบ้านคนละฝั่งได้ฟังกัน และเมื่อต้องเดินทางกลับพวกเขาจะไม่ยอมเดินย้อนกลับทางเดินเด็ดขาด แต่จะเดินทางลัดไปออกเมืองอุบลราชธานีข้ามแม่น้ำโขงกลับฝั่งลาว

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าพวกชาวลาวและเขมรพื้นเมืองจะเรียกคนต่างถิ้นว่า กุลา ที่หมายถึงคนที่มาจากต่างเมือง ส่วนใหญ่มาจากลาว พม่า พวกนี้เดินทางมาค้าขายฝั่งไทย โดยเอาเครื่องทองเหลืองต่างๆ มาขาย เครื่องทองเหลืองต่างๆนั้นจะประกอบด้วย ขันข้าว ทัพพี แจกัน กระทะ พระพุทธรูป ฯลฯ พวกกุลาเหล่านี้เดินทางข้ามทุ่งเสียวในลักษณะเดียวกับพวกกุหล่า และประสบเหตุภัยธรรมชาติเช่นเดียวกัน แต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต เพราะในตอนหลังๆบทเรียนจากคนรุ่นแรกๆ ก็ช่วยให้มีการเตรียมการมากขึ้น แต่ถึงจะเตรียมการมาเป็นอย่างดีก็ยังทรมาณแสนสาหัส ถึงขั้นต้องหลั่งน้ำตากันเลยทีเดียว นั่นคือตำนานของชื่อทุ่งที่เปลี่ยนจากทุ่งเสียวมาเป็นทุ่งกุลาร้องให้

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า กุลา นั้น เป็นคำที่ชาวพื้นเมืองรอบทุ่งเสียวใช้เรียก พวกเงี้ยว หรือข่า รวมทั้งพวกขมุว่า กะหล่า หรือกุลา ส่วนพฤติกรรมที่ปรากฏก็มีตำนานกล่าวถึงในลักษณะเดียวกัน

แต่ปัจจุบันทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งชาวอีสานกล่าวขานถึงความอดอยากยากแค้นมาตลอด ไม่ใช่เป็นดินแดนโหดอย่างแต่ก่อนแล้ว เพราะทุ่งกุลาร้องไห้ได้ถูกพัฒนาตามโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้กลายมาเป็นทุ่งเขียวขจีด้วยสีของใบข้าว หอมมะลิ ที่มีผลผลิตที่คุณภาพเยี่ยมที่สุดของบรรดาข้าวหอมมะลิที่ปลูกในที่อื่นๆ

ดังนั้นจังหวัดร้อยเอ็ดจึงบัญญัติคำขวัญประจำจังหวัดว่า ร้อยเอ็ดเพชรอีสาน พลาญชัยบึงงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมชั้นดี สตรีโสภา ทุ่งกุลาสดใส

ปัจจุบันทุ่งกุลาไม่ได้แห้งแล้งหรือโหดร้ายเหมือนในอดีต แต่กลับมาสดใสเรืองรองด้วยสีทองของต้นข้าวหอมมะลิ กลายมาเป็นความสุขของชาวอีสานกลางตลอดกาล

จากที่แห้งแล้งของทุ่งกุลาร้องไห้ปัจจุบันของทุ่งกุลาสดใสผลผลิตจากทุ่งกุลาร้องไห้

จากอดีตสู่ปัจจุบันที่ดินแห้งแล้งกลายเป็นทุ่งกุลาสดใส (ตอน ๓)

ในสมัยที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แผ่ขยายอาณาเขตเข้ามาครอบคลุมภาคอีสานทั้งหมด ตั้งแต่ภาคอีสานใต้ ที่ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ในพื้นที่ดินอีสานกลาง ซึ่งประกอบไปด้วย จังหวัดชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ มุกดาหาร สกลนคร และนครพนม ในพื้นที่ดินอีสานเหนือ ซึ่งมีจังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น อุดรธานี กาฬสินธุ์ และ หนองคาย ได้สร้างเทวสถานต่างๆ ไว้มากมาย โดยเฉพาะปราสาท เทวสถานรูปเคารพ และที่สำคัญคือ อโรคยาศาล คือสถานที่ที่ทรงสร้างไว้เพื่อเป็นแหล่งรักษาโรค ที่เกิดกับประชาชนในปกครองของพระองค์ ซึ่งหมายถึงที่ที่อาณาเขตของพระองค์แผ่ไปถึงในอโรคยาศาล จะแบ่งส่วนหนึ่งเป็นบรรณศาล หมายถึงแหล่งค้นคว้าเรียนรู้ (เหมือนห้องสมุด)

ในบริเวณทุ่งเสียวในส่วนที่ดินมีลำน้ำพริมชอบทุ่ง จะมีอโรคยาศาลและบรรณศาลอยู่เป็นช่วงๆ เป็นเส้นทางจากเมืองพระนครเข้ามาสู่ทุ่งเสียว นับได้ถึง 5 อโรคยาศาล และไก้เสด็จมาตรวจดูการก่อสร้าง และได้สร้างพลับพลาที่ประทับระหว่างตรวจการก่อสร้างลำน้ำนั้น จึงมีชื่อเรียกว่า ลำน้ำพลับพลามาจนถึงแจจุบัน

มีปราสาทและอโรคยาที่สร้างไว้ช่วงบริเวณใกล้ลำน้ำสัยวต่อลำน้ำพลับพลา (ปัจจุบันตื้นเขินไปบ้าง จนขาดเป็นห้วงๆ ดูไม่เป็นลำน้ำอย่างในสมัยโบราณ) ที่พอจะเอ่ยอ้างได้คือ

กู่กาสิงห์ ตั้งอยู่บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ ซึ่งประกอบด้วยปรางค์ 3 หลัง บรรณาลัย และอโรคยาศาล

กู่โพนระฆัง ที่ตั้งบ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ มีปรางค์พระประธาน 1 หลัง บรรณาลัย และอโรคยาศาล

กู่โพนวิท ที่ตั้งอยู่บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ ห่างจากกู่กาสิงห์ไปทางทิศเหนือประมาณ 500 เมตร

กู่เมืองบัว ที่ตั้งเมืองบัว ตำบลเมืองบัว เป็นปราสาทสถิตเทพเคารพ มีพระศิวะและพระอุมา เป็นต้น

ดังที่ได้บอกไว้แล้วว่า บริเวณทุ่งเสียนี้ ต่อมาได้ประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ กลายม้เป็นทุ่งร้าง แห้งแล้ง ดินแตกระแหง ไม่มีน้ำเลยสักหยดเดียว (ในทางตรงกันข้าม ในฤดูน้ำหลากทุ่งเสียจะกลายเป็นทะเลสาบ) ดังนั้นเมื่อนับวันเวลาจากปัจจุบันย้อนหลังไปราว 200 – 300 ปี สภาพทุ่งเสียวจึงเป็นสภาพพื้นที่แห้งแล้ง ปราศจากพืชพันธุ์ใดๆที่จะงอกงามได้

และด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นตำนานของคำว่า ทุ่งกุลาร้องให้ หรือชื่อทุ่งเสียว กลายมาเป็นทุ่งกุลาร้องไห้ ได้อย่างไรมีตำนานหลายกระแส

แต่ละกระแสเราจะมาพูดถึงในตอนต่อไป

ทุ่งกุลาร้องไห้แนวใหม่ทุ่งกุลาสดใสแนวใหม่

Test Amazon

Test Amazon!!!
Intex 12ft X 30in Metal Frame Pool Set
Test Amazon!!!

Test Amazon!!!

Test Amazon!!!

Test Amazon!!! Test Amazon!!!


Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!
Test Amazon!!!

จากอดีตสู่ปัจจุบันที่ดินแห้งแล้งกลายเป็นทุ่งกุลาสดใส (ตอน ๒)

ประวัติศาสตร์ขอมกล่าวถึงพื้นที่ดังกล่าวว่า ล่วงมาถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 หลังจากพรพุทธเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1545 – 1550) ทรงเข้ายึดเมืองพระนคร และเสด็จขึ้นครองราชย์ ณ เมืองพระนคร ในปี พ.ศ. 1545 แล้วทรงแผ่อำนาจของอาณาจักรกัมพูชา เข้ามายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของสุวรรณภูมิ (คือที่ตั้งประเทศสยามหรือประเทศไทยในปัจจุบัน) ขณะที่วัฒนธรรมทวารวดีเริ่มสลายลง พื้นที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ดเริ่มปรากฏร่องรอยหลักฐานทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม เครื่องมือเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับกิจพิธีทางศาสนาและชีวิตประจำวัน ที่มีรูปแบบศิลปะขอมหรือที่เรียกว่า ศิลปะลพบุรี เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่สมัยนี้ต่อเนื่องลงไปจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1763) โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนล่างของตัวจังหวัด ตั้งแต่อำเภอธวัชบุรี สุวรรณภูมิ เกษตรวิสัย โพนทราย ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากสภาพพื้นที่ทางตอนล่าง อันเป็นที่ดินราบลุ่มมีอาณาบริเวณกว้างขวางครอบคลุมแม่น้ำสายหลักหลายสาย ทั้งแม่น้ำมูล แม่น้ำชี ลำน้ำสาขาและยังตั้งอยู่กึ่งกลางเส้นทางการติดต่อระหว่างเมืองพระนครกับพื้นที่ราบอีสานตอนบน หรือแอ่งสกลนคร นอกจากนั้นบริเวณดังกล่าวยังเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์แห่งหนึ่งของภูมิภาคมาแล้ว ตั้งแต่สมัยย้อนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เริ่มมีสังคมเกษตรกรรม การผลิตเกลือ ในชั้นหลังอาจมีผลที่เกี่ยวเนื่องกับระบบการค้าของชุมชน จึงมีผู้คนอาศัยกันหนาแน่น เป็นผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16 – 18 ซึ่งยืนยันประวิติศาสตร์พื้นที่แห่งนี้ ครั้งก่อนประวัติศาสตร์นับหมื่นปีว่าเคยเป็นทะเลมาก่อน

ซึ่งยังมีผลต่อการขยายอำนาจของขอม ด้วยเหตุที่หวังจะเข้ามายึดพื้นที่การผลิตเกลือสินเธาว์ ที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต พื้นที่ดินนั้นยังมีร่องรอยให้เห็นอยู่ในเขตอำเภอเสลภูมิ ที่เรียกว่า บึงเกลือ ซึ่งมีที่ตั้งห่างจากตัวอำเภอไปจังหวัดยโสธร ประมาณ 10 กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ถึง 7,500 ไร่ ริมบึงมีหาดทรายขาวสะอาด บรรยากาศคล้ายชายทะเล

ในตอนนี้เรากลายถึงไว้เพียงเท่านี้ ในตอนหน้าเราจะกล่าวถึงในเรืองไหนติดตามได้ใน จากอดีตสู่ปัจจุบันที่กลายเป็นทุ่งกุลาสดใส ตอน ๓
ภาพอดีตของทุ่งกุลาร้องไห้

สภาพที่ดินในอดีตของทุ่งกุลาร้องไห้

จากอดีตสู่ปัจจุบันที่ดินแห้งแล้งกลายเป็นทุ่งกุลาสดใส (ตอน ๑)

หากลองย้อนหลังไปก่อนประวัติศาสตร์ ในเขตพื้นที่ที่เรียกว่า สุรินทร์ มหาสารคาม บุรีรัมย์ ยโสธร และร้อยเอ็ด ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในบริเวณที่ดินแอ่งโคราช ที่ล้อมรอบด้วยขุนเขาและเทือกเขา มีเทือกเขาพนมรุ้งและเทือกเขาภูพานเป็นหลัก ที่ทอดตัวข้ามโค้งฟ้ามาล้อมรอบพื้นที่แห่งดังกล่าวไว้ในอ้อมเขา

เมื่อประมาณ 10,000 – 15,000 ปี ย้อนหลังขึ้นไปพื้นที่ดังกล่าว เคยเป็นทะเลลึกกว้างใหญ่ไพศาล เรียกกันในประวัติศาสตร์ว่า ทะเลโคราช (บันทึกตำนานกัมพุชงคนางค์) จารึกของกษัตริย์วงศ์สตรึงเต็ง)

ต่อมาในช่วงปีก่อนประวัติศาสตร์ 5,000 – 6,000 ปี เกิดการเคลื่อนตัวของผิวโลก ทำให้พื้นที่ในบริเวณดังกล่าวเปลี่ยนแปลงสภาพไปมาก นั้นคือ สภาพของทะเลโคราช แห้งหายไปทั้งหมด เกิดเป็นดินเทือกเขาภูพาน เทือกเขาพนมรุ้ง พร้อมกับภูเขาไฟพนมเพลิง( ชื่อเรียกเดิมของภูเขาพนมรุ้ง  ) ซึ่งระเบิดขึ้นหลายครั้งและในที่สุดก็มอดดับลง ภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเดินของสายลาวา

หลังจากนั้นมา 2,000 – 4,000 ปี ก่อนประวัติศาสตร์ เกิดทุพภิกขภัย พื้นที่บริเวณดังกล่าวเกิดน้ำท่วมใหญ่กลายเป็นทะเลสาบกลางแอ่งแห่งนี้ และเมื่อ 1,000- 2,000 ปี ก่อนประวัติศาสตร์ บริเวณดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง กลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล มีแม่น้ำขนาดเล็กใหญ่ผ่านกลางทุ่งจากฝั่งมหาสารคาม ข้ามทุ่งผ่านเมืองร้อยเอ็ดไปลงแม่น้ำชี และไหลเลยไปลงแม่น้ำโขง ในเขตเมืองยโสธร และอำนาจเจริญ (ปัจจุบัน) และยังมีลำน้ำไหลขนานขอบพื้นที่อีกหลายสาย

ในพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1763 ) ครองเมืองพระนคร เป็นช่วงเวลาที่ขอมมีอำนาจเหนือพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างเต็มที่และนั่นคือการสร้างปราสาทอโรคยาศาล เทวสถานต่างๆ ไว้เป็นอันมาก ในพื้นที่ที่มีชื่อเรียกว่า ทุ่งเสียว และเรียกแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางทุ่งเสียวว่า แม่น้ำเสียว

ตำนานอีสานกล่าวถึงว่าชื่อทุ่งเสียว เพราะเป็นที่ที่มีต้นไม้พื้นถิ่นที่มีชื่อว่า ต้นเสียว อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก่อนเรียกที่ดินบริเวณนี้ว่า ดงเสียว เพราะพื้นที่เป็นป่าดงดิบ แต่ต่อมาเกิดทุพภิกขภัยดังกล่าวบริเวณทุ่งเสียว จึงกลับกลายเป็นพื้นดินแห้งแล้ง มีบริเวณที่ดินกว้างขวางมากมายถึง 2 ล้านไร่ และพื้นที่ของทุ่งเสียว จำนวน 1 ล้านไร่นั้น อยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ดปัจจุบัน

อตีตของทุ่งกุลาร้องไห้สภาพผิวดิน

ระบบดาวเทียมเพื่อการนำหน การสำรวจรังวัดภาคสนาม

การสำรวจรังวัด เป็นวิธีทำงานภาคสนามเพื่อหาข้อมูลทางตำแหน่งของสิ่งที่อยู่บนปรือใกล้ผิวโลก แล้วนำมาคำนวณหาปริมาณต่างๆ ที่ต้องการ ในรังวัดเพื่อทำแผนที่ภูมิประเทศสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีความจำเป็นก็คือ ต้องมีระบบพิกัดอ้างอิง เพื่อการกำหนดตำแหน่งของรายละเอียดที่ได้ถ่ายทอดจากพื้นผิวภูมิประเทศลงบนแผนที่ตามข้อกำหนดความถูกต้อง เพื่อที่จะนำไปใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ ดังนั้นในการดำเนินงานเพื่อให้ได้มาซึ่งผลรางวัด หรือแผนที่ตามความต้องการดังกล่าว ก่อนอื่นต้องมีหมุดหลักฐานถาวรที่มีค่าพิกัดที่ได้รับการยอมรับ ด้วยวิธีการที่ใช้กันอยู่คือสามเหลี่ยม   และการทำวงรอบ โดยอาศัยวิธีการรังวัดมุมและระยะ และนำมาคำนวณหาค่าพิกัดสัมพันธ์ต่อเนื่องกันไป

ดาวเทียมวงโคจรดาวเทียม

 

 

 

 

 

ปัจจุบัน ความจำเป็นในการรังวัดเพื่อสร้างหมุดหลักฐานเพิ่มมากขึ้น และจะต้องเพิ่มให้มีปริมาณให้มีจำนวนมากเพียงพอ โดยเฉพาะบริเวรที่มีรายละเอียดหนาแน่น  มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อยปละเร็วด้วยการกำหนดตำแหน่งด้วยวิธีเดิม ซึ่งมีขีดความสามารถที่จะดำเนินงานได้อย่างมีขีดจำกัด เนื่องมาจากปัญหาด้านกำลังคน ค่าใช้จ่ายและเครื่องมือ การกำหนดต่ำแหน่งด้วยดาวเทียม จึงเริ่มเข้ามามีบทบาท ตั้งแต่ ค.ศ.1967 ด้วยระบบดาวเทียมเพื่องานรังวัด ที่มีชื่อว่า TRANSIT

ระบบ TRANSITเป็นระบบนำหนด้วยดาวเทียมของกองทัพเรือ แห่งอเมริกา พัฒนาศูนย์ปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์ แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ระบบประกอบด้วยดาวเทียม จำนวน 6 ดวง อยู่สูงจากพื้นโลก 1,075 กิโลเมตรปฏิบัติการได้ในทุกสภาพอากาศแต่ไม่ 24 ชั่วโมง สามารถรังวัดตำแหน่งได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องโยงยืดกับหมุดที่ทราบค่า หรือที่เรียกว่า การกำหนดตำแหน่งแบบสัมบูรณ์ จึงทำให้ลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานลงสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายถึงแม้เครื่องมือจะมีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมือเทียบกับผลลัพที่ตามมา แต่ระบบ TRANSIT ได้สินสุดการปฏิบัติงานเมือประมาณค.ศ.1995 และระบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่ก็คือ ระบบ GPS ในปัจจุบันมีระบบดาวเทียมเพื่อการนำหนที่คล้ายคลึงกันกับระบบ GPS หลายระบบ เช่น GLONASS ของรัสเซีย GALILEO เป็นระบบที่พัฒนาโดยสหภาพยถโรปและองค์การอวกาศแห่งยุโรป BEIDOU โดยประเทศจีน โห้บริการเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งของจีน ในอนาคตรัสเซียยังมีแผนที่จะพัฒนาระบบให้ครอบคลุมทั่วโลกโดยใช้ชื่อว่า COMPASS และ QZSS ของญี่ปุ่น

หน้าตัดของดิน และ ชั้นดิน

หากเราลองมองดินตามแนวดิ่ง โดยการขุดเจาะลงไปให้ลึกจะประกอบเป็นชั้นของดินที่ถูกทับถมขนาดไปกับผิวดิน เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า หน้าตัดดิน ซึ่งแบ่งออกเป็นชั้นๆเรียกมันว่า ชั้นดิน ซึ่งโดยทั่วไปจะพบหน้าตัดของดินอยู่ที่ประมาณ 4 ชั้น คือดินชั้นบนเป็นดินชึ้น A (A-Horizon) ดินถัดลึกลงไปคือดินชั้นล่าง เป็นดินชั้น B (B-Horizon) ส่วนดินชั้นที่ 3 คือชั้นที่เป็นวัตถุต้นกำเนินของดิน ซึ่งอยู่ในช่วงที่วัตถุต้นกำเนินของดินกำลังสลายตัว พร้อมที่จะกลายเป็นดินชั้น C ( C-Horentzon ) สำหรับชั้นล่างสุดเป็นชั้นที่ถูกเรียกว่าหินดาน Bedrock) ยังมีรูปร่างลักษณะของวัตถุที่ยังไม่ได้ทำการสลายตัว เช่น หิน แร่

ชั้นของดิน และ ชนิดของดินแต่ละชั้น

ชนิดของของดินที่ใช้ทำการเกษตร ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะของพืชที่ปลูกได้ คือ

  1. ดินนา หรือ หน้าดิน คือดินที่ใช่ปลูกข้าวเป็ส่วนใหญ่ สภาพของดินเป็นที่ราบลุ่มสามารถมีน้ำขังอยู่ ปีละไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน เนื้อดินที่เหมาะสมต้องมีลักษณะที่ค่อนข้างละเอียดเป็นดินเหนียว การระบายน้ำของดินไม่ค่อยดีสามารถทำให้น้ำท่วมขังได้ มีลักษณะทั่วไปคือผิวดินจะมีน้ำสูงประมาณ 5 ซม. สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้น คือ ชั้นที่มีอากาศออกซิเจน กับชั้นที่ไม่มีอากาศออกซิเจน

    ชั้นดินนา

    ไดอะแกรมสมมุติฐานของดินนาทั่วไป

  2. ดินไร่ ซึ่งเป็นดินที่มีความหมายตรงข้ามกับดินนา คือดินที่สามารถระบายน้ำได้ดี ไม่มีสภาพน้ำท่วมขังอยูบริเวณที่ราบสูงหรือที่ดอน ลักษณะทั่วไปคือบนผิวดินจะมีชั้นของอินทรียวัตถุหน้าประมาณ 0-2 เซนติเมตร ในระดับชั้นดิรอีก 0-30 เซนติเมตร ซึ่งแบ่งออกเป๋น A11 และ A12 ซึ่งดินชั้นบนจะเป็นชั้นที่มีการสะสมของอินทรียวัตถุ และมีการชะล้าง สำหรับดินชั้นล่างมี 2 ชั้น คือ B21 และ B22 อยู่ในระดับ 30-120 เซนติเมตร เป็นชั้นที่มีการสะสม เช่น ดินเหนียว เหล็ก และอลูมินัมออกไซด์

    ชั้นดินไร่

    ไดอะแกรมลักษณะหน้าตัดของดินไรทั่วๆ ไป