จากอดีตสู่ปัจจุบันที่ดินแห้งแล้งกลายเป็นทุ่งกุลาสดใส (ตอน ๔)

ตำนานแรกกล่าวว่าถึงพวกพ่อค้าที่เรียกตัวเองว่า กุหล่า เป็นแขกดำมาจากเมืองมัทราส ประเทศอินเดีย ที่เป็นนักเดินทางค้าขาย(เราเคยเรียกแขกพวกนี้ว่า แขกกลิงค์) มีสีผิวสีดำ ซึ่งทอมาจากเมืองมัทราส พวกแขกกุหล่า หรือ แขกกลิ้งค์เหล่านี้ เดินทางจากภาคใต้ของอินเดีย จากท่าเรือมัทราสเข้าอ่าวเมาะตะมะในเขตพม่า แล้วเดินทางค้าขายในเขตพม่าจนพอใจแล้ว ก็เดินทางเข้ามาทางลาว และข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาทางอีสานเหนือ แผ่ไปจนอีสานใต้ และอีสานกลางทั่วไป

พวกแขกกุหล่าหรือพวกกลิ้งค์ มีโอกาสที่เดินทางผ่านมาถึงที่ดินทุ่งเสียว จากฝั่งร้อยเอ็ดข้ามไปจังหวัดมหาสารคาม และ กาฬสินธุ์ พวกแขกกุหล่าเหล่านั้นจัดเป็นแขกที่มีน้ำอดน้ำทน และ เชื่อมั่นตัวเองว่า จะสามารถเดินทางข้ามทุ่งเสียวได้ทั้งที่สภาพของทุ่งเสียวในครั้งนั้น (พ.ศ.1500 – 2000) มองไกลสุดลูกหูลูกตาหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เขาก็ไม่ตกใจและพร้อมที่จะเดินทางข้ามทุ่งเสียว โดยไม่ยอมฟังคำทัดทานของพวกชาวบ้าน แต่ระยะทางที่เดินข้ามทุ่ง มันเป็นระยะทางที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ การเดินทางจึงดูเหมือนยิ่งเดินยิ่งไกล เดินฝ่าแดดร้อนเพราะไม่มีต้นไม้ซักต้น ใช้ผ่าโพกหัวคลุมกันแดดได้เพียงอย่างเดียว ที่สำคัญน้ำที่ใส่กระบอกติดตัวมานั้นไม่สามารถนำมาได้เป็นจำนวนมาก จึงทำให้น้ำค่อยๆหมดลง พวกกุหล่าพวกแรกต้องเสียชีวิตกลางที่ดินทุ่งเสียว แต่ก็มีบางชีวิตที่สามารถรอดไปได้ และไปบอกเล่าถึงความหฤโหดของทุ่งเสียวให้ชาวบ้านคนละฝั่งได้ฟังกัน และเมื่อต้องเดินทางกลับพวกเขาจะไม่ยอมเดินย้อนกลับทางเดินเด็ดขาด แต่จะเดินทางลัดไปออกเมืองอุบลราชธานีข้ามแม่น้ำโขงกลับฝั่งลาว

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าพวกชาวลาวและเขมรพื้นเมืองจะเรียกคนต่างถิ้นว่า กุลา ที่หมายถึงคนที่มาจากต่างเมือง ส่วนใหญ่มาจากลาว พม่า พวกนี้เดินทางมาค้าขายฝั่งไทย โดยเอาเครื่องทองเหลืองต่างๆ มาขาย เครื่องทองเหลืองต่างๆนั้นจะประกอบด้วย ขันข้าว ทัพพี แจกัน กระทะ พระพุทธรูป ฯลฯ พวกกุลาเหล่านี้เดินทางข้ามทุ่งเสียวในลักษณะเดียวกับพวกกุหล่า และประสบเหตุภัยธรรมชาติเช่นเดียวกัน แต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต เพราะในตอนหลังๆบทเรียนจากคนรุ่นแรกๆ ก็ช่วยให้มีการเตรียมการมากขึ้น แต่ถึงจะเตรียมการมาเป็นอย่างดีก็ยังทรมาณแสนสาหัส ถึงขั้นต้องหลั่งน้ำตากันเลยทีเดียว นั่นคือตำนานของชื่อทุ่งที่เปลี่ยนจากทุ่งเสียวมาเป็นทุ่งกุลาร้องให้

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า กุลา นั้น เป็นคำที่ชาวพื้นเมืองรอบทุ่งเสียวใช้เรียก พวกเงี้ยว หรือข่า รวมทั้งพวกขมุว่า กะหล่า หรือกุลา ส่วนพฤติกรรมที่ปรากฏก็มีตำนานกล่าวถึงในลักษณะเดียวกัน

แต่ปัจจุบันทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งชาวอีสานกล่าวขานถึงความอดอยากยากแค้นมาตลอด ไม่ใช่เป็นดินแดนโหดอย่างแต่ก่อนแล้ว เพราะทุ่งกุลาร้องไห้ได้ถูกพัฒนาตามโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้กลายมาเป็นทุ่งเขียวขจีด้วยสีของใบข้าว หอมมะลิ ที่มีผลผลิตที่คุณภาพเยี่ยมที่สุดของบรรดาข้าวหอมมะลิที่ปลูกในที่อื่นๆ

ดังนั้นจังหวัดร้อยเอ็ดจึงบัญญัติคำขวัญประจำจังหวัดว่า ร้อยเอ็ดเพชรอีสาน พลาญชัยบึงงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมชั้นดี สตรีโสภา ทุ่งกุลาสดใส

ปัจจุบันทุ่งกุลาไม่ได้แห้งแล้งหรือโหดร้ายเหมือนในอดีต แต่กลับมาสดใสเรืองรองด้วยสีทองของต้นข้าวหอมมะลิ กลายมาเป็นความสุขของชาวอีสานกลางตลอดกาล

จากที่แห้งแล้งของทุ่งกุลาร้องไห้ปัจจุบันของทุ่งกุลาสดใสผลผลิตจากทุ่งกุลาร้องไห้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *